3 Steps Financial planning for COVID-19

โดย สรฐัช สุงาม Vice president, RFC, CFP®

ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำการดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดมากขึ้นจะทำให้ประเทศเราพ้นจากวิกฤตนี้ได้เร็วยิ่งขึ้นการบริหารเงินเพื่อให้เอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกันวันนี้ผมมี 3ขั้นตอนในการบริหารเงินสำหรับช่วงวิกฤตมา แชร์ให้ทุกคนครับ

ขั้นตอนที่ 1 : สำรวจรายรับรายจ่ายของตัวเองก่อน

สิ่งที่ทุกคนควรทำตอนนี้เลยคือการประมาณการรายรับรายจ่ายหรือการทำงบกระแสเงินสดส่วนบุคคลให้ละเอียดที่สุดลองลิสท์ดูว่าเรามีรายได้ต่อเดือนเท่าไร รายจ่ายต่อเดือนเท่าไรแล้วลองดูว่าในแต่ละเดือนเรามีเงินเหลือหรือขาดเท่าไร ในกรณีที่เงินเหลือเราจะมีการนำเงินนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง เช่นเก็บไว้เป็นเงินสำรองหรือนำไปลงทุนเพิ่มในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นกำลังอยุ่ในช่วงขาลง

ตัวอย่างเช่น รายได้ของเรามาจากเงินเดือนและมีรายได้จากการขายของออนไลน์ ส่วนรายจ่ายมาจากค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเตอร์เน็ต ชอปปิ้งข้อควรระวังในการเก็บข้อมูลรายรับรายจ่ายในสถานการณ์นี้คือ การเก็บข้อมูลให้เป็นปัจจุบันที่สุดเพื่อที่จะสามารถนำไปประมาณการค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ในขณะนี้บางคนอาจจะมีรายได้บางอย่างลงลง เช่นเงินเดือน, ค่าจ้างในกรณีประกอบอาชีพอิสระหรือในช่วงเวลานี้มีรายได้อื่นเพิ่มมากขึ้น เช่นการขายของออนไลน์ที่มากขึ้นก็ต้องบักทึกตามความเป็นจริงไป ในด้านรายจ่ายก็เช่นกัน

ถ้ารายรับหักกับรายจ่ายแล้วติดลบ เราสามารถจัดการได้สองวิธีวิธีแรกคือการเพิ่มรายได้ หรือการหางานเสริม ในช่วงที่เราต้องทำงานที่บ้านเราอาจจะสามารถหางานหรือธุรกิจอื่นทำได้เพื่อเสริมรายได้ของเราได้มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้  อีกวิธีหนึ่งคือการลดรายจ่ายโดยการลดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นลง เช่นค่าใช้จ่ายในการชอปปิ้งค่าใช้จ่ายสำหรับนิตยสาร หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือย เป็นต้นโดยการที่เราอยุ่บ้านมากขึ้นค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ ค่าน้ำ ค่าไฟแต่แทนที่ด้วยการลดลงของค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นค่ารถโดยสารสาธารณะหรือค่าน้ำมัน 

ขั้นตอนที่ 2: สำรองเงินฉุกเฉินเอาไว้

ตามหลักการวางแผนทางการเงิน เราควรสำรองเงินเอาไว้ประมาณ 3 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนเพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉินในกรณีตกงานหรือต้องการใช้เงินเร่งด่วน ซึ่งจากสถานการณ์ในขณะนี้การสำรองเงินเอาไว้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราอาจจะประเมินสถานการณ์เอาไว้ประมาณ6– 12 เดือนดังนั้นการมีเงินสภาพคล่องที่มากพอก็จะช่วยให้เราอุ่นใจได้ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามดังนั้นเงินที่อยุ่ในส่วนนี้ควรเป็นสินทรัพย์ที่แปลงออกมาเป็นเงินสดได้ง่าย เช่นเงินฝากออมทรัพย์ ตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

อีกหนึ่งวิธีการที่น่าสนใจคือการแยกกระเป๋าเงินของเราออกมาเป็นหมวดๆ ไป ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลมากกับคนที่เก็บเงิบไม่ค่อยอยู่วิธีการคือการเปิดบัญชีเอาไว้หลาย ๆ บัญชี และตั้งชื่อให้แต่ละบัญชี เช่นบัญชีค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าชอปปิ้ง เป็นต้นอย่าลืมว่าควรมีอีกบัญชีหนึ่งคือบัญชีฟุ่มเฟือยซึ่งบัญชีนี้จะมีความสำคัญมากในแง่จิตวิทยาเพราะจะทำให้เราสามารถใช้เงินได้โดยที่ไม่รู้สึกกดดันในการเก็บเงินมากจนเกินไปการแบ่งจำนวนเงินเข้าไปในแต่ละบัญชีเกิดจากความเหมาะสมและการประมาณการรายรับรายจ่ายจากขั้นตอนที่ 1 จะทำให้การเก็บเงินแบบนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 : ปรับนิสัยการใช้เงินให้เหมาะสม

การที่ต้องอยู่บ้านเป็นเวลานาน เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างเช่น การกิน การซื้อของ การใช้บริการบางอย่างเราควรคิดว่าสิ่งไหนมีความจำเป็นที่สุดก่อน แล้วลองคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนออกมาถ้ายังอยู่ในงบที่เราตั้งไว้ เราอาจจะตั้งงบสำหรับเรื่องรองลงมาได้ เช่นตั้งงบไว้สำหรับซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร หรือค่าใช้จ่ายในการสั่งอาหารมาทานที่บ้านเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดถ้างบเหลืออาจจะตั้งงบไว้สำหรับกิจกรรมบันเทิงหรือคลายเครียด เช่นงบสำหรับบริการดูหนังออนไลน์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้นทั้งนี้ทั้งนั้นงบดังกล่าวก็ไม่ควรเกินค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนที่เราใช้ยามปกติ เนื่องจากรายได้เราไม่ได้มากขึ้นการเพิ่มรายจ่ายโดยรวมโดยไม่จำเป็นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบัน

การใช้ประโยชน์ของสิทธิทางรัฐบางอย่างก็จะช่วยให้เรามีเงินบรรเทาสถานการณ์ตอนนี้ได้เช่น บางคนอยู่ในระบบประกันสังคมและว่างงานอยู่ สามารถใช้สิทธิของประกันสังคมในกรณีว่างงานเพื่อขอรับเงินชดเชยได้

สำหรับ 3 ขั้นตอน ในการบริหารเงินนี้ เราสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆได้อีกด้วย เช่น เมื่อเราออกจากงานและกำลังหางานใหม่อยู่หรือตอนที่เราขาดรายได้แต่มีรายจ่ายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องวิธีดังกล่าวจะสามารถช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นไปได้และสามารถวางแผนเพื่อเป้าหมายในอนาคตได้ตามเดิม 

โดย สรฐัช สุงาม Vice president, RFC, CFP®

อ่านบทความอื่นต่อ